วันที่ 19 กรกฎาคม 2561

สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน

ลืมรหัสผ่าน

สมัครงาน คลิกที่นี้
คลีนิคแรงงาน
สมัครสมาชิกกับสภาอุตสาหกรรมฯ
สมัครงานสำหรับนักศึกษา
สมัครงานสำหรับคนพิการ


สมัครงานกับสภาอุตสาหกรรมฯ


smartjob
ตลาดงานคนพิการ
ตลาดอาชีพอิสระคนพิการ
มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย

เช็คกฎหมายเกี่ยวกับคนงาน 6 ฉบับ ที่กำลังมา กับ บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
วันที่ : พ. 04 เมษายน 2561
 

เช็คกฎหมายเกี่ยวกับคนงาน 6 ฉบับ ที่กำลังมา กับ บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์

คุยกับนักวิจัยด้านแรงงาน มอง 6 กฎหมายเกี่ยวกับคนงานที่กำลังจะออกมาบังคับใช้ พร้อมทั้งไฮไลท์ข้อจำกัดของกฎหมายหลายฉบับที่ยังขาดกลไกแก้ไข รวมถึงบทวิจารณ์ปัญหาของขบวนการแรงงาน และข้อเสนอแนะสร้างหน่วยจัดการและสื่อสารความรู้


บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ นักวิจัยประเด็นสิทธิแรงงานและผู้ติดตามนโยบายเกี่ยวกับแรงงาน

1 เดือนก่อนถึง วันกรรมกรสากล (1 พ.ค.61) ที่คนงานทั่วโลกออกมาเฉลิมฉลอง พร้อมทั้งมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลประเทศตนเองในเรื่องที่แรงงานยังเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานต่างๆ  ประกอบกับช่วงนี้ประเทศไทยก็มีความคึกคักโดยเฉพาะรัฐบาลที่กำลังผลักดันกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ทั้งในระบบ นอกระบบ แรงงานข้ามชาติ แรงงานประมง กระทั่งในกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย ที่จะออกมาบังคับใช้ในอนาคต รวม 6 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่แรงงานจะได้รับ เช่น ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฉบับเดือนมีนาคม 2561 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.....  ร่าง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ....  ร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.... และ ร่าง พ.ร.บ. การกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. .... รวมถึงกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร  หากใช้ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ก็จะแบ่งได้ 5 ระดับ

ในโอกาสนี้ ประชาไท จึงพูดคุยกับ บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ นักวิจัยประเด็นสิทธิแรงงานและผู้ติดตามนโยบายเกี่ยวกับแรงงาน เพื่อวิเคราะห์กฎหมายทั้ง 6 ฉบับ รวมทั้งกระบวนการที่แบ่งเป็น 5 ระดับนี้ ตามที่ บุษยรัตน์ ระบุว่า การแบ่งแบบนี้จะช่วยทำให้เห็นว่ากฎหมายอยู่ในขั้นตอนไหน ทำให้ประมาณการณ์ระยะเวลาได้ว่าอีกนานเท่าใดกว่าจะประกาศใช้ หรือหากคนงานจะไปเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะได้รู้ว่าต้องไปตามที่หน่วยงานใด เช่น ที่กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

“ตามถูกฝาถูกตัวถูกที่” บุษยรัตน์ กล่าวสรุปอย่างง่ายไว้

 

ที่มาภาพ เว็บไซต์ shiptoshorerights.org


บุษยรัตน์ ได้สรุปสาระสำคัญของกฎหมายทั้ง 6 ฉบับ ใน 5 กระบวนการไว้ดังนี้

ระดับ 1กระทรวงแรงงานอยู่ในระหว่างเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. 

คือ ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฉบับเดือนมีนาคม 2561 กฎหมายนี้ว่าด้วยนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง, ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง, วิธีระงับข้อพิพาท,การปิดงานและนัดหยุดงาน, คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) , คณะกรรมการลูกจ้าง, สมาคมนายจ้าง,สหภาพแรงงาน, สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงาน,การกระทำอันไม่เป็นธรรม, บทกำหนดโทษ ซึ่งใช้บังคับกับแรงงานในระบบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 หรือ 40 กว่าปีมาแล้ว


ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. …. ให้พี่น้องแรงงาน นายจ้าง และผู้เกี่ยวข้องได้เสนอแนะประเด็นต่างๆ ที่สงขลา พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา และกทม. ที่กระทรวงแรงงานโดยตรง แน่นอนมีการแก้ไขในหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง  ในร่างกฎหมายนี้จะขออภิปรายลงรายละเอียดมากกว่ากฎหมายฉบับอื่นๆ เพื่อให้แรงงานได้เข้าใจ เรียนรู้ ติดตามสถานการณ์ทันพร้อมกันไปด้วย ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อย่างสิ้นเชิง คือ

แรงงานเหมาค่าแรงสามารถเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในสถานประกอบการที่ตนเองถูกส่งไปทำงานได้

พนักงานในหน่วยงานรัฐสามารถรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองได้ โดยให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และรายละเอียดของการใช้สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับ

แก้ไขความหมายคำว่า "การปิดงาน"  ให้มีความหมายใหม่ว่า คือ “การที่นายจ้างหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน” ซึ่งกฎหมายเดิมให้ความหมายว่า “การที่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกจ้างทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน”

ลูกจ้างหรือนายจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องภายใน 60 วัน ก่อนที่วันที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมจะสิ้นสุดลง เว้นแต่ข้อตกลงกำหนดระยะเวลาการแจ้งข้อเรียกร้องไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งกฎหมายเดิมไม่มีการระบุระยะเวลาไว้

มีการเพิ่มเติมถ้อยคำว่า“ข้อเรียกร้องที่ลูกจ้างแจ้งไว้แล้วย่อมไม่เสียไป แม้ภายหลังจะมีเหตุทำให้รายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างมีไม่ถึงร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง” โดยกฎหมายเดิมไม่ได้ระบุไว้ มีแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ชี้ขาดและวางบรรทัดฐานเรื่องนี้ไว้ให้

ทั้งสองฝ่ายต้องเริ่มเจรจากันในเวลา 5 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง กฎหมายเดิมระบุว่าต้องเจรจากันภายใน 3 วัน

การนับระยะเวลาให้นับเป็นชั่วโมงตั้งแต่เวลาที่ได้รับข้อเรียกร้องเป็นต้นไปจนครบยี่สิบสี่ชั่วโมง ถือเป็น 1 วัน และถ้ามีวันหยุดให้นับระยะเวลาในวันหยุดด้วย ซึ่งกฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดไว้

ตัดเรื่องการกำหนดคุณสมบัติที่ปรึกษาลูกจ้างหรือนายจ้างในการเข้าร่วมเจรจาต่อรอง ต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งกฎหมายเดิมมีระบุไว้

เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานให้แจ้งพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่พ้นกำหนดเวลา หรือนับแต่เวลาที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งกฎหมายเดิมกำหนดไว้ที่ 24 ชั่วโมง

พนักงานประนอมต้องไกล่เกลี่ยภายใน 15 วัน ซึ่งกฎหมายเดิมระบุว่าไกล่เกลี่ยภายใน 5 วัน

เพิ่มกิจการควบคุมการจราจรทางอากาศ เป็นกิจการสาธารณูปโภคที่ห้ามนัดหยุดงาน

เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการโรงพยาบาล, ไฟฟ้า , ประปา , โทรคมนาคม , ดับเพลิง , ควบคุมการจรจาจรทางอากาศ, กิจการอื่นๆ ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานส่งข้อพิพาทให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อชี้ขาด หากไม่เห็นด้วยสามารถนำคดีสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งกฎหมายเดิมไม่มีระบุเรื่องนี้ไว้

รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน คำชี้ขาดถือเป็นที่สุด หากรัฐมนตรีเห็นว่าการปิดงานหรือนัดหยุดงานนั้นอาจก่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจหรือกระทบความมั่นคง

คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) มาจากตัวแทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน ในกฎหมายเดิมฝ่ายละ 3 คน และเพิ่มเติมผู้ทรงวุฒิเข้ามาที่มีประสบการณ์ด้านแรงงานสัมพันธ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 3 คน ซึ่งกฎหมายเดิมไม่มีกำหนดไว้

มีคณะกรรมการส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์ เพิ่มขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง มีปลัดกระทวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสภาองค์การนายจ้าง ผู้แทนสภาองค์การลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน และผู้ทรงวุฒิ 3 คน ที่รัฐมนตรี (รมต.) แต่งตั้ง มีวาระ ปี อำนาจหน้าที่ คือ  (1) เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม ป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ทั้งระบบต่อรัฐมนตรี รวมทั้งกำหนดมาตรการ และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างแรงงานสัมพันธ์ระบบทวิภาคีให้มีความเข้มแข็ง (2) ให้ความเห็น คำแนะนำ องค์กรฝ่ายนายจ้าง และองค์กรฝ่ายลูกจ้าง เกี่ยวกับมาตรการหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาแรงงานที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงหลักสุจริตและการส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ของทุกฝ่าย (3) สนับสนุน ส่งเสริม ประสานงาน รวมทั้งดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการให้รัฐมนตรีทราบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง (4) เสนอความเห็นในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐมนตรี และ (5) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการส่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเข้าร่วมประชุมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ รวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ

เพิ่มบทบาทหน้าที่คณะกรรมการลูกจ้าง ให้สามารถปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างได้

การจัดตั้งสมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานในกลุ่มที่ไม่มีสัญชาติไทย สามารถดำเนินการได้ โดย (1) มีถิ่นพำนักตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (2) ทำงานในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป

ตัดถ้อยคำเรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ที่ในกฎหมายปี 2518 ระบุว่า “ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน ต้องบรรลุนิติภาวะ และมีสัญชาติไทย” ออกไป

การลาของสหภาพแรงงาน เพิ่มเติมเรื่องการลาไป (1) ประชุมสหภาพแรงงานหรือสัมมนาใดๆตามที่สหภาพแรงงานและนายจ้างได้ตกลงกันไว้ (2) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาสมทบ กรรมการในคณะกรรมการไตรภาคีตามกฎหมาย หรือกรรมการอื่นในคณะกรรมการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด (3) เป็นพยานตามหมายเรียกของศาลในคดีที่เกี่ยวกับแรงงาน

ตามกฎหมายปี 2518 ได้ระบุเรื่องการนัดหยุดงานไว้ว่า “การนัดหยุดงานเมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของสหภาพแรงงาน และต้องลงคะแนนเสียงเป็นการลับ” ในกฎหมายใหม่เหลือแค่เป็นมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น ไม่ได้กำหนดวิธีการที่ชัดเจนแบบกฎหมายเดิม

เมื่อมีการแก้ไขข้อบังคับแล้ว ให้แจ้งอธิบดีภายใน 14 วัน เช่นเดียวกับเลือกกรรมการใหม่ ก็ต้องแจ้งอธิบดีภายใน 14 วัน พร้อมนำส่งรายชื่อ ที่อยู่ อาชีพ หรือวิชาชีพกรรมการใหม่ด้วย หากไม่ดำเนินการจะมีโทษปรับ

ในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามกฎหมายใหม่ได้เพิ่มเรื่อง การคุ้มครองกรณีการจัดตั้งสหภาพแรงงานเข้ามา กับคุ้มครองกรณีการฟ้องร้องหรือเป็นพยานในคดีเกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งในกฎหมายเดิมไม่มีการระบุเรื่องนี้ไว้

การกระทำอันไม่เป็นธรรมมีความหมายเพิ่มขึ้นจากเดิม คือ “นายจ้างโยกย้ายหน้าที่การงาน ลดค่าจ้าง ไม่มอบหมายงาน ขัดขวางการดำเนินงานของสภาองค์การลูกจ้าง”

ห้ามนายจ้างใช้สิทธิปิดงานแก่ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเป็นบางส่วน หรือบางคนอันเป็นการเลือกปฏิบัติ

เมื่อนายจ้างมีการฝ่าฝืนเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) ภายใน 90 วัน ซึ่งกฎหมายเดิมระบุว่า ให้ยื่นภายใน 60 วัน

การวินิจฉัยของ ครส. กฎหมายเดิม คือ ภายใน 90 วัน และขยายเวลาตามสมควร แต่กฎหมายใหม่ ระบุชัดว่าภายใน 90 วันเท่านั้น และหากมีการนำคดีสู่ศาลแรงงานให้กระทำการภายใน 30 วันหากไม่เห็นชอบกับคำสั่ง ครส. และต้องวางเงินต่อศาลแรงงานตามคำสั่ง ครส. ด้วย จึงจะสามารถฟ้องคดีได้ เดิมฉบับ 2518 ไม่มีระบุไว้

การนำคดีไปสู่ศาลแรงงานไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่งของ ครส. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานโดยมีหลักประกันที่เชื่อถือได้ และเมื่อคดีถึงที่สุดและผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนใดให้แก่ลูกจ้าง ให้ศาลมีอำนาจจ่ายเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาวางไว้ต่อศาลให่แก่ลูกจ้างผู้กล่าวหา

แก้ไขบทกำหนดโทษต่างๆโดยเพิ่มค่าปรับเพิ่มจากเดิม


ระดับ ครม.ได้เห็นชอบแล้วและอยู่ในระหว่างบรรจุวาระพิจารณาใน สนช.

คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ..... และ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... โดย ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ..... ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 15 ส.ค.60 นั้น สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ

การเปลี่ยนตัวนายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่

กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง

ลูกจ้างมีสิทธิลากิจธุระอันจำเป็นปีหนึ่งไม่น้อยกว่า3 วันทำงาน และได้รับค่าจ้าง

ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อตรวจครรภ์ในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเมื่อรวมกับการลาเพื่อคลอดบุตรแล้วครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาเพื่อตรวจครรภ์และเพื่อคลอดบุตร เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานแต่ไม่เกิน 45 วัน

กำหนดค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วันสุดท้าย

การย้ายสถานประกอบกิจการให้รวมถึงการย้ายไปที่ซึ่งนายจ้างมีสถานประกอบกิจการอยู่แล้วด้วย

กำหนดเวลาการจ่ายค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างโดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่สัญญาจ้างสิ้นสุด



 

แฟ้มภาพ

ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อ 8 พ.ย. 59 นั้น สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ

จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการพนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชน และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้มีการออมเพื่อการเกษียณเพิ่มเติม

สำหรับแรงงานที่เข้ากองทุนจะต้องเป็นแรงงานที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยกําหนดให้กิจการขนาดใหญ่ มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องตั้งกองทุนตั้งแต่ปีที่1 , กิจการที่ลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเข้าระบบในปีที่4 และกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปเข้าระบบในปีที่6

ขณะที่การส่งเงินเข้ากองทุน ลูกจ้างส่งเงินสะสมและนายจ้างส่งเงินสมทบแต่ละฝ่ายในอัตรา 3 %ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 1,800 บาทต่อเดือน โดยกําหนดเพดานค่าจ้างไม่เกิน 6 หมื่นบาทต่อเดือน และทยอยปรับเพิ่มอัตราเงินสะสมและเงินสมทบเป็น 5 % 7 % และ 10 % ภายใน 10 ปี

กรณีลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่า1 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน โดยให้นายจ้างส่งเงินในส่วนของนายจ้างฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 อยู่แล้ว หากปัจจุบันลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสะสมและเงินสมทบต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายนี้กําหนด จะต้องเป็นสมาชิกกฎหมายนี้และส่งเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่าอัตราขั้นต่ำดังกล่าว


ระดับ อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ สนช.

คือ ร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ....ซึ่ง สนช. พิจารณาเห็นชอบรับหลักการวาระที่ 1 แล้วเมื่อ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา  และได้มีการแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้รวม 15คน สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ

ขยายความคุ้มครองแก่ลูกจ้างของส่วนราชการ ลูกจ้างซึ่งทำงานในองค์กรของนายจ้างที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ 

แก้ไขการบังคับใช้เกี่ยวกับขอบเขตการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งได้รับการจ้างงานในประเทศ (Local staff) ของสถานเอกอัครราชทูตและองค์การระหว่างประเทศ ให้ได้รับความคุ้มครอง 

แก้ไขให้ผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างด้วยวิธีการเหมาค่าแรงอยู่ในฐานะนายจ้าง

แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า“ภัยพิบัติ” เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับความหมายหรือลักษณะของภัยพิบัติทำให้นายจ้างได้รับการลดการจ่ายเงินเพิ่ม 

แก้ไขหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหายให้ดำเนินการออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์ ดังนี้ (1) การเพิ่มอัตราค่าทดแทนกรณีต่างๆ จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน  (2) เพิ่มระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้างทุพพลภาพ เป็นไม่น้อยกว่า 15 ปี ปัจจุบันไม่เกิน 15 ปี  (3) เพิ่มระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายเป็นไม่เกิน10 ปี ปัจจุบันไม่เกิน 8 ปี  (4) แก้ไขหลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนสำหรับกรณีลูกจ้าง ไม่สามารถทำงานได้ให้ได้รับตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงาน ปัจจุบันจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้างไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกิน 3 วัน  (5) เพิ่มการจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้าง ปัจจุบันจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างเป็นจำนวน 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน  (6) ปรับลดเงินสมทบจากเดิมที่นายจ้างจ่ายสมทบร้อยละ 3 ต่อเดือน ลดลงเหลือร้อยละ และ (7) กำหนดเกณฑ์การคำนวณเงินเพิ่มกรณีนายจ้างค้างชำระเงินสมทบ โดยกำหนดให้จำนวนเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้กำหนดเพดานเงินเพิ่มไว้

ระดับ สนช. ได้เห็นชอบแล้ว 

คือ ร่าง พ.ร.บ. การกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. .... เมื่อ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา รอประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ 

เป็นการคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนมาตรา 39 แล้ว 

กำหนดให้ผู้สิ้นสุดเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เนื่องจากขาดส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน หรือส่งเงินไม่ครบจำนวน 9 เดือน ในระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งทำให้ขาดจากการเป็นผู้ประกันตน และไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ หากมีความประสงค์ที่จะกลับมาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 สามารถยื่นเรื่องจะต้องยื่นคำขอต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน1 ปี นับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 

ผู้ประกันตนสามารถนำบัตรประชาชนเพียงใบเดียว ไปยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดที่สะดวก

การกลับเข้ามาสู่ระบบ ผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังแต่อย่างใด 

หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ต้องจ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาทตามเดิม ตั้งแต่เดือนแรกที่มีการยื่นขอ ซึ่งจะได้รับสิทธิคุ้มครอง เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ

ร่างกฎหมายนี้จะมีกลุ่มแรงงานผู้ได้รับสิทธิกว่า1 ล้านคน กลับเข้ามาสู่ระบบการประกันตนอีกครั้ง


ระดับ 5 อยู่ในระหว่างการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

คือกรณีที่คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร โดยสนับสนุนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมอีก 1,000 บาท บังคับใช้ 1 พ.ค. ที่จะถึงนี้ เป็นต้นไป โดย มีสาระสำคัญ คือ 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2561 คณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร เพื่อจูงใจให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสมีการฝากครรภ์ โดยสนับสนุนค่าฝากครรภ์เพิ่มเติม 

ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้จ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง

ทั้งนี้มีมติเห็นชอบให้สนับสนุนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมอีก1,000 บาท ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีการเข้ารับบริการฝากครรภ์ คือ ครั้งที่ 1 อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 500 บาท , ครั้งที่ อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์  แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 300 บาท , ครั้งที่ 3 อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 200 บาท

สำหรับแนวทางการขอรับประโยชน์ทดแทน จะต้องมีหลักฐานการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ไปใช้บริการฝากครรภ์ในแต่ละครั้ง และสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตร 

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่1 พ.คที่จะถึงนี้ เป็นต้นไป

 

ข้อจำกัดของกฎหมายหลายฉบับและยังขาดกลไกแก้

บุษยรัตน์ กล่าวว่า หากถามว่ากฎหมายที่จะออกมานั้นเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ผู้ใช้แรงงานเข้าถึง-ไม่เข้าถึงเพียงใด ก็ต้องกลับไปหลักการที่ว่า “ชนชั้นใดออกกฎหมายก็ต้องเป็นไปตามชนชั้นนั้น”  เช่น ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ในบางมาตราก็ยังขัดกับหลักการอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 หรือในเรื่องความครอบคลุมของกลุ่มเป้าหมายที่กฎหมายใช้บังคับก็ยังมีข้อยกเว้น เป็นต้น ฯลฯ  หรือในกรณีของความพยายามในการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่มีแนวโน้มการปรับเพิ่มเงินสมทบผู้ประกันตน จากเดิม 750 บาทต่อเดือนเป็นสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน หรือการขยายอายุรับเงินบำนาญชราภาพจากเดิมเกษียณอายุ 55 ปี เป็นอายุ 60 ปี ที่ทางสำนักงานประกันสังคมได้จัดเวทีประชาพิจารณ์เมื่อปีที่แล้วที่ผ่านมา แต่ถูกคัดค้านจากผู้ใช้แรงงานหลายๆ กลุ่ม  


สำหรับข้อจำกัดของกฎหมายอีกหลายฉบับที่ยังมีการยกเว้นอยู่ และยังไม่มีกลไกใดๆ แก้ไขปัญหานั้น บุษยรัตน์ ยกตัวอย่างไว้ดังนี้

มีการกำหนดสำหรับการจ้างงานบางประเภทที่จะไม่บังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทั้งฉบับ ได้แก่ (1) ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (2) ลูกจ้างที่ไม่ได้ทำงานเกษตรกรรมตลอดปี และมิได้ทำงานในลักษณะที่เป็นงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากงานดังกล่าว ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การป่าไม้ การทำงานเกลือสมุทร และการประมงที่มิใช่การประมงทะเล (3) ลูกจ้างที่ทำงานอันมิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้ในสถานประกอบการหนึ่งๆ สามารถมีการจ้างงานในหลายรูปแบบ ทำให้ลูกจ้างมีความเสี่ยงในการจ้างงานมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ใช่การจ้างงานแบบประจำ โอกาสที่จะมีงานทำที่มั่นคงต่อเนื่องจึงลดลง

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้มีการยกเว้นลูกจ้างบางประเภทที่ไม่ต้องได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 33 แม้มีนายจ้างชัดเจน ได้แก่ ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย , ลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจรหรือเป็นไปตามฤดูกาล , ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งงานที่ลูกจ้างทำนั้นมิได้เป็นการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย , ลูกจ้างของนายจ้างซึ่งประกอบการค้าเร่หรือการค้าแผงลอย

แรงงานนอกระบบไม่มีกฎหมายคุ้มครอง มีเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ.2553 คุ้มครองเฉพาะกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านเท่านั้น

กลุ่มแรงงานนอกระบบเมื่อบาดเจ็บจากการทำงาน ไม่มีกฎหมายด้านการจ้างงานคุ้มครอง ต้องใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแทน      

บุษยรัตน์ กล่าวว่า เหล่านี้คือสถานการณ์ด้านกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องแรงงานทั้งสิ้น ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กระทั่งอาจต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายต่างๆเหล่านั้น มากกว่าให้เป็นเพียงบทบาทของภาคราชการเท่านั้น

“ผู้ใช้แรงงานทำหน้าที่เพียง แสตมป์ความชอบธรรมยามกระทรวงแรงงานเปิดประชาพิจารณ์เท่านั้น” บุษยรัตน์ กล่าว พร้อมระบุว่า  อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้เองก็ต้องยอมรับตรงไปตรงมาว่า ผู้ใช้แรงงานเองจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในระบบ ที่เชื่อว่าควรเป็น “ทัพหน้าแรงงาน”กลับ “ถูกทำให้หมกมุ่น” อยู่กับการแก้ไขปัญหาในระดับสถานประกอบการตนเอง ระดับกลุ่มตนเองเท่านั้น โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง การทำลายสหภาพแรงงาน การขึ้นศาลแรงงานแก้ไขข้อขัดแย้ง-ข้อพิพาทแรงงานต่างๆ หรือไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเทศกาลประจำปี วาระแห่งชาติของการเรียกร้องโบนัส สวัสดิการ ก็ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องแบบนี้ทุกปี โอกาสที่จะยกระดับการมองสถานการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเหนือกว่า “บ้านตนเอง” จึงมีไม่มากนัก


วิจารณ์ปัญหาของขบวนการแรงงาน

สำหรับปัญหาภายในองค์กรหรือขบวนการแรงงานนั้น บุษยรัตน์ ชี้ว่า คนงานที่มีความ “แข็งแรง” ด้านความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ซึ่งควรเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกรรมการสหภาพแรงงาน กรรมการองค์กรแรงงานต่างๆ ก็ยังไม่เข้มข้นพอ ในการที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกในการสื่อสารเรื่องสถานการณ์เหล่านี้ต่อสมาชิกในองค์กรตนเอง องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานโดยตรงที่สนับสนุนงานด้านนี้ คนทำงานก็สูงวัยขึ้น คนรุ่นใหม่ก็แทบไม่มี นักวิชาการก็สนุกกับการเล่นกับแนวคิดทฤษฎี พูดภาษายากๆที่คนงานไม่คุ้นชิน หรือที่ทำงานจริงๆก็มีจำนวนน้อยมากไม่เพียงพอต่อปัญหาที่เร่งรัดและซับซ้อน

“ที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องของคนงานที่ “ใจสู้” มากกว่า “หัวไว”ในการแก้ไขปัญหาเอง ซึ่งปัญหาของ “ใจสู้”อาจเหมาะกับท้องถนน แต่เมื่อถึงช่วงการเจรจากับรัฐบาล การเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขกฎหมายต่างๆ การนำกฎหมายมาปฏิบัติใช้ในระดับพื้นที่ระดับกลุ่มเป้าหมาย การมีข้อมูล องค์ความรู้ ทักษะที่คมชัด มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งประเด็นนี้ยังขาดในแรงงานหลายๆ กลุ่มที่จำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนมากกว่านี้” บุษยรัตน์ กล่าว

บุษยรัตน์ ยกตัวอย่างที่ดีในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ด้วยว่า เช่น ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบพื้นที่ต่างๆ ที่มีความพยายามในการทำงานกับกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด ทำงานกับแรงงานจังหวัดต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ด้านแรงงานนอกระบบมีผลเกิดขึ้นจริง หรือในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ แรงงานภาคประมง กลไกขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ด้านแรงงานข้ามชาติ ถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลข่าวสารความรู้ตรงนี้ กระทั่งการแปลงแนวปฏิบัติตามกฎหมายฉบับต่างๆที่วางไว้ให้แรงงานเข้าถึงได้ง่าย

แนะสร้างหน่วยจัดการและสื่อสารความรู้

“ข้อเสนอสำหรับดิฉันในเรื่องนี้ คือ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีหน่วยจัดการและสื่อสารความรู้ ที่ทำหน้าที่ย่อยความรู้ กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แน่นอนวันนี้มีศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติแล้ว แต่หากเข้าไปดูก็จะเห็นว่า มีความยากในการแปรและประมวลผลข้อมูลหากผู้ใช้ไม่มีความเชี่ยวชาญในความรู้นั้นๆ ไม่ต้องพูดถึงการเข้าถึงข้อมูลแต่ละตัวก็มีความซับซ้อนและยาก เฉกเช่นการทำรายงานวิจัย และเราก็พูดกันว่าเป็นงานวิจัยบนหิ้ง และจนในที่สุด สกว. ต้องจัดตั้งหน่วยสื่อสารความรู้เหล่านี้ออกมาเป็นการเฉพาะ” บุษยรัตน์ กล่าว

ขณะที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานนั้น บุษยรัตน์ เสนอว่า ต้องมีสถาบันหรือหน่วยแบบนี้ที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงแรงงาน เพื่อความเป็นอิสระในการดำเนินการ และทำหน้าที่วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่มาเป็นองค์ความรู้ที่พร้อมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในระดับต่าง ๆของผู้ใช้แรงงานต่อไป

“วันนี้ฝั่งนายจ้าง สถานประกอบการ กระทั่งภาครัฐเองมีกลไกในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ในหลายหลายรูปแบบ แต่ผู้ใช้แรงงานกลับต้องเป็นฝ่ายเผชิญชะตากรรมหากินเองตามมีตามเกิดตามกำลัง และสุดท้ายก็กลายเป็นแรงงานหัวโตพุงโรก้นปอด ขาดสารอาหารที่มีคุณภาพเข้าสู่ร่างกายจริงๆ ทั้งๆที่มีอาหารจำนวนมาก แต่คนงานกลับเข้าไม่ถึงอาหารเหล่านั้นได้ เพราะข้อจำกัด ช่องว่าง อุปสรรคต่างๆ นานาในการกีดกัน กระทั่งตั้งใจทอดทิ้งคนงานไว้ข้างหลัง และตกขบวนการพัฒนาประเทศไทยในที่สุด” บุษยรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา :  ประชาไท ข้อมูลวันที่ 1 เมษายน 2561

 

 


กลับหน้าที่แล้ว
wordpress visitor counter
Copyright © 2008. The Federation of Thai Industries
porno izle sitesi isim degisikligine ugrayarak yayin hayatina devam etmektedir iceriginde cok guzel videolar var. sex hikaye erotik hikaye sex hikayeler en kaliteli turkiyenin en basta gelen porno porno izle internette gezerken cok guzel bir turk porno sitesine rastladim gayet zevkli azdirici videolar var porno porno sikis rokettube Sex izle porno
rokettube